บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

ผมกับเขาเรากับนาย

Thangmowza ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 - 13:17 น.
AA 20

เรื่อง ผมกับเขาเรากับนาย

บทโดย ฐิติพงศ์

     มือสัมผัสนุ่มๆที่เขาจับ เขาสวมกอดเบาๆเป็นการอำลาที่แสนทรมาน ไม่อยากเลย ไม่อยากที่จะไปไกลแสนไกล เขากลัวเหลือเกินว่าการกอดครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตที่เขาจะเจอกับพีมอีกครั้ง พีมก็เช่นกันเขามีความรู้สึกประหลาดเมื่อเพื่อนชายสวมกอดเขา นัทไม่อยากออกจากอ้อมกอดพีมเลย มันเป็นอ้อมกอดที่นัทรอมานานแสนนาน แต่วันนี้นัทกับพีมต้องลาจากกัน นัทกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา แต่นัทก็ปล่อยให้มันไหลออกมาจนได้ พีมได้แต่ปลอบเขาเอามือลูบหลังเบาๆ เขาไม่เคยรู้เลยว่าคนที่เขาเป็นห่วงโดยไม่รู้ตัวคือใคร? นัท ใช่สิ พีมเป็นผู้ชายจริงๆเขาจะมาห่วงทำไม แต่เป็นไปแล้ว พีมเป็นห่วงนัท เขาปรารถนาที่จะปลอบให้เพื่อนหายจากการร้องไห้แต่ดูเหมือนว่ายิ่งปลอบนัทก็ยิ่งร้องไห้ออกมามากกว่าเดิม อาการเหมือนเด็กงอแงอยากได้ของเล่น

“จะร้องไห้อีกนานไหมไอ้นัท” พีมมองหน้าหลังจากออกจากอ้อมกอด เอามือเช็ดน้ำตาให้เพื่อนอย่างไม่อายคนรอบข้าง เขาเองมองหน้า ใบหน้าของนัดจะว่าไปก็คล้ายผู้หญิงอยู่เหมือนกัน หากนัทสวมวิกแล้วละก็เป๊ะมาก จมูกสันคม ดวงตากลม ใบหน้าขาวไร้ริ้วรอยที่เกาะบนหน้า ขนคิ้วดกเป็นคิ้วชิงจังจอมแก่น ผิวสะอาดสะอ้านหน้ามอง แลเห็นว่าเขาสวยมากกว่าหล่อ

“ก็จะไปแล้ว ไม่อยากจากเลย” นัทบอกน้ำเสียงที่พูดยังสะอื้นร่ำไห้ออกมา พีมแกล้งหัวเราะเบาๆเอามือตบบ่าแบบคนคุ้นเคย

“ตัวไปเรียน ไม่ได้ไปตายซะหน่อยพูดจาไม่ดีเลยนัท” พีมยิ้มเห็นฟันขาวสะอาด

“ก็ใครบอกว่าอยากไปเล่า”

“ดีแล้วเราจบเรายังอยากไปต่างประเทศเลย บ้านแม่นัทเขาพอมีทางส่งก็ดีอยู่แล้วนี่ตัวจะมากเรื่องทำไม”

“ไปแล้วไม่รู้จะเรียนไหวไหม แม่น่ะชอบบังคับเขาตลอด ไม่เห็นให้แนนไปบ้าง”

“คิดมากน่า”

“เขาอยากไปมากละซิ ไม่งั้นไม่ร้องไห้หรอก แม่นะบังคับตลอดจนชีวิตเขาจะเป็นหุ่นยนต์” นัทงอแงตาแดงดูหน้าตาน่ารักไปอีกแบบ

“มากเรื่อง ผู้ชายอะไรว่ะ ตัวร้องไห้แงอย่างกับผู้หญิง” พีมโวยใส่เมื่อเขาเห็นหน้าตาของนัทแปลเปลี่ยนเป็นคนงอแงเหมือนเด็ก นัทมองหน้าเพื่อนตีแขนเบาๆ

“พูดมาก อีกตั้งหลายปีกว่าเขาจะกลับมาเพื่อนๆคงลืมเขาหมดแล้ว” นัทบอกพีมเหมือนตนเองจะไม่กลับมา ทำแสร้งร้องไห้ดวงตาแดงทำให้ชายหนุ่มมองหน้า ใบหน้าของนัทหวานกว่าผู้หญิงเสียอีก แต่พีมก็ทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อให้บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นคอมเมดี้มากกว่าที่จะต้องมานั่งดราม่าใส่กัน เขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ขนาดใบหน้าที่แกล้งทำทะเล้นทะลึ่งใส่ก็ยังน่ามอง นัทจึงรักเพื่อนคนนี้มากกว่าเพื่อนคนไหนในกลุ่มอีก

..........................................................................................................................................................

     รูปเก่าที่เขาเก็บมานานถูกรื้อค้นขึ้นมาจากลังเก่าๆมันมีฝุ่นหนาเตอะจับกันเป็นก้อนหนาราวกับก้อนทิชชู รูปต่างๆที่เขาสะสมมานานตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลายของโรงเรียนชายล้วน เขามองมันแล้วอมยิ้ม ภาพที่เมื่อหลายปีก่อนก่อนที่เขาจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทุกคนในภาพจะมีชีวิตอย่างไรหนอ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าแต่ละคนจะเป็นอย่างไร แล้วคนที่เขาปรารถนาที่จะพบจะยังจำเขาได้ไหม คนที่เขารักมาตลอดเวลากว่าสิบปี

     รถหนาแน่นบนท้องถนน ผู้คนแออัดยัดเยียดกันไปมาบนทางเท้าแลเห็นภาพคนเดินไปมาชุลมุนวุ่นวายแม่ค้าหาบเร่หรือคนขายส้มตำรถเข็นยังคงมีให้เห็นบนท้องถนนและทางเดินเท้าของสังคม เมื่องไทยนี่อะไรๆก็ไม่เปลี่ยนเลยขนาดไม่มาตั้งนาน เขามองรอดผ่านกระจกติดฟิล์มหนาออกไป สวมแว่นดำขนาดพอใบหน้าที่ขาวสะอาดราวเม็ดนุ่น ดวงตาเรียวสวยงาม ปากนิดจมูกหน่อย มองดีดีเหมือนผู้หญิงออกทอมบอยแต่เปล่าเลย นัทคือผู้ชายที่มีใบหน้าสวย

     แม่เขาสอนมาตลอดเรื่องการดูแลตัวเอง นัทมักจะมองตัวเองแล้วก็ส่องกระจกมองดูสภาพตัวเอง เขากลัวว่าการที่จะนอนดึก การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือแม้แต่การเที่ยวผู้หญิงการมีเพศสัมพันธ์เขากลัวว่าเขาจะแก่เหี่ยว หย่อน ยานแล้วก็ชราภาพ เขากลัวจนไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าทำให้มันแก่เร็ว กาแฟก็เช่นกันเพราะมันทำให้หน้าใสๆอาจมีรอยตีนกาได้ ทำให้ตัวเขาเองดูดีตลอดแม้กระทั้งตอนนี้ที่อายุก็เกือบสามสิบแต่เขายังดูหนุ่มแล้วก็หล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว

     จุดหมายปลายทางที่เขาจะไปเป็นที่ไหนหนอเขาขับรถวนไปมาหลายรอบติดขัดๆก็ตรงซอยที่จะไป มันเหมือนกับคับคล้ายว่าจะใช่ก็ไม่เชิง เขาจึงวนไปมาอยู่สองสามรอบได้ จนนึกได้ว่าทางที่จะไปปากซอยมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าที่เขากับเพื่อนๆไปกินร่วมกันบ่อย แต่ขับไปไม่ยักกะเจอมันอยู่ตรงไหนหนอ หรือว่ามันจะย้ายไปแล้ว ก็คงใช่ เขาไม่ได้กลับมาเมืองไทยเป็นเกือบสิบปีแล้ว ภาพลางๆมันทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างเมื่อรถมาจอดที่ลานดิน เขามองไปที่ตึกแถวเก่าๆนั้นอย่างเหม่อลอยออกไป ภาพครั้งเก่าหลุดเข้ามาในมโนภาพของนัท ตึกนั้นพวกเขาเคยแอบไปวิ่งเล่น เล่นซ่อนแอบกันในตึก มันยังไม่ถูกรื้อไปอีกหรือ ทั้งๆที่สภาพก็โกโรโกโสเต็มที เสียงไอโฟนดังขึ้นทำให้มโนภาพหลุดออกไป เขามองไปทีไอโฟนที่หน้าจอมีสายเรียกเข้า เสียงเจื้อยแจ้วผ่านมาตามสายเป็นเสียงของเต้ย สาวปากจัดเพื่อนสมัยเรียนที่ถึงแม้เต้ยจะเป็นเพื่อนต่างสถาบันแต่ก็สนิทแน่นแฟ้นกันมากทีเดียว

“ฮัลโหลว่าไงเต้ย” นัทกรอกสายตาไปมา

“ได้การ์ดเชิญหรือยังแก” ปลายสายพูดกรอกมา

“งานแต่งงานบวชใครอีกละ”

“ไอ้พีมไง พีมหน้าตี๋หล่อๆที่หล่อนเคยอยากแอ้วไงจ๊ะ” เหมือนคำพูดหลุดลอยไปกลางอากาศนัทเหมือนโดนสะกดจิต พีม พีมเพื่อนรักกำลังจะแต่งงานงั้นหรือ เหมือนโลกทั้งโลกกำลังจะดับวูบลงไป มือของนัทกำแน่น ความรู้สึกต่างๆพัวพันเข้ามาภายในจิตใจ ภาพเก่าๆเมื่อสิบปีก่อนแทรกเข้ามาในความรู้สึกของเขา

     เขาขับรถช้าๆผ่านเข้ามายังบริเวณบ้าน จำไม่ได้ว่าขับกลับมาในบ้านได้อย่างไร มารดาของเขาคงขึ้นนอนไปแล้ว เหลือก็แต่คนงานที่ลงมาเปิดประตูให้กับเขา เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นไม่ขึ้นชื่อ เป็นเบอร์แปลกที่โทรเข้ามาหาเขา ปลายสายเป็นใครกัน?

“นัท” เสียงคุ้นหูดังแว่วขึ้นจากปลายสาย นัทขนลุกซู่ตัวไปทั้งตัว เขาจำเสียงของฝ่ายตรงข้ามได้ดี คุ้นหู แม้จะห่างหายล้างลากันไปสิบปีที่ผ่านมา

“เรามาช้าเลยไม่ได้เจอนัทเลย” ฝ่ายตรงข้ามเอ่ยขึ้น แม้ความรู้สึกที่ห่างเหินกำลังจะกลับมาอีกครั้งก็ตาม นัทเหมือนโดนสาปเขาแน่นิ่งจำคำพูดไม่ได้หรอกเพราะมัวแต่ครุ่นคิด

“ไม่เป็นไรหรอก เรากลับมาไทยแล้วก็คงได้เจอเรื่อยๆ” นัทมิได้ยินดียินร้ายอะไรกับเขาเสียเท่าใดนัก ก็ที่ไม่ได้เจอเพราะเขามาช้าทำให้อดเจอ แม้จะน้อยใจบ้างก็ตามน้ำเสียงขุ่นมัวนั้นปลายสายรู้ดี คนเคยสนิทกันยังไงก็ย่อมรู้ดีว่าเป็นอะไร

“แอบน้อยใจอีกแล้วตัวก็เป็นเสียอย่างนี้” พีมบอก รู้ว่าคนปลายสายที่เขาโทรหาแอบน้อยใจ

“เปล่าซะหน่อย เราจะน้อยใจพีมทำไม”

“ตัวก็รู้ว่าเรารู้นิสัยตัวดี” พีมไม่อยากให้ความรู้สึกของชายหนุ่มห่างเหินเลย พีมพยายามเรียกคนสนิทเหมือนเดิม แทนตัวเขาว่าเรา แทนตัวผู้ฟังว่าตัว หลายคนเคยแอบแซวว่า นี้หากไม่ได้เป็นผู้ชายก็คงนึกว่านัทเป็นผู้หญิงเสียแล้ว นัทยืนนิ่งพูดคุยกับปลายสายคนเคยสนิทอยู่นานเท่าใดก็ไม่รู้ รู้แต่เพียงว่าหลังจากวางสายลงไปจิตใจจากห่อเหี่ยวก็กระชุ่มกระชวยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

     แสงจันทร์ลอยอยู่บนนภา วันนี้ท้องฟ้าแจ่มชัดแสงจันทร์กลบดวงดาวไปหมดสิ้น นัทเหม่อมองออกไปที่นอกหน้าต่าง ตัวของเขาเองแลเห็นเงาของใครคนหนึ่งอยู่บนดวงจันทร์ ใบหน้ายิ้มละไมของเขา แม้กาลเวลาจะพัดผ่านไปนานเท่าใดแต่ในความรู้สึกของเขาก็ไม่เคยแปลเปลี่ยนไปตามกาลเวลา นัทสวมกอดพีมเมื่อครั้งก่อนลาจากกันนั้นเป็นวันที่เหมือนโลกของวัยรุ่นตอนนั้นดับวูบลงไป เขาไม่เคยได้บอกความรู้สึกต่างๆที่มีให้กับพีมเลยและตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าพีมมีความรู้สึกเช่นใดกับเขาเช่นกัน ตลอดระยะเวลาในโรงเรียนและการพลัดพรากจากกันสิบปี หัวใจของเขามิได้แปลผันไปจากหัวใจดวงเดิมเลยแม้แต่น้อย

“ดูอีนัทมันดูเหงาๆยังไงไม่รู้นะ” เต้ยพูดขึ้นเมื่อนัดกันมาร่วมรุ่นกันแบบเฉพาะกิจ

“ก็ตั้งแต่มึงไปบอกว่าไอ้คุณพีมจะแต่งเมีย” ทิมชายหนุ่มที่ท่าทางกระเดียดไปทางผู้หญิงเอ่ยขึ้น เมื่อหันมองมาทางนัท

“มึงก็พูดไป เบาๆซี่เดี๋ยวใครมาได้ยิน” เต้ยตีแขนทิมเบาๆ

“อีนัทมึงไม่สนุกสนานเฮฮาก็ทำตัวให้มีความสุขซักนิดเถอะนะ” ทิมพูดข้างหูนัทเบาๆ

“เปล่า...กูไม่ได้เป็นอะไร”

“อย่าตอแหลไปหน่อยเล้ย” ทิมเสียงสูง ยกแก้วเหล้าในมือกระดก

“มึงกับกูรู้จักกันมารวมยี่สิบปีตั้งแต่เรียนประถมทำไมกูจะไม่รู้จักนิสัยใจคอมึงเล่าอีนัท มึงจะอกหัก ฟันหลุด กูก็รู้หมดนั่นแหละ” ทิมนั่งลงข้างๆ เต้ยหายไปเต้นระบำกลางฟอร์แล้ว สองคนหันมามองหน้ากัน

     ทิมเป็นเพื่อนที่รู้ใจของนัท ตลอดระยะเวลาที่นัทไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศและทำงานในช่วงระยะเวลานั้น ชายหนุ่มก็ยังติดต่อสื่อสารกันเรื่อยมา ทำให้ทิมพอจะเข้าในความรู้สึกของนัท ทิมก็ไม่แตกต่างอะไรกับนัทเท่าใดนัก จะดีก็ตรงที่สามารถเปิดเผยตัวตนแม้บิดามารดาจะคอยห้ามปรามบ้างไม่ให้ประเจิดประเจ้อเกินงาม ใบหน้าคมคายของทิมมักถูกอกถูกใจหญิงสาวหลายๆคน หนวดเคราที่มีปกคลุมทำให้เขาดูมาดแมน ทิมทั้งสูง ขาว แม้จะออกไปทางคมเข้มแต่ก็จัดว่าหล่อเหลาเอาการที่เดียว

     ดึกเท่าไหร่แล้วที่ตัวเขารู้สึกหมอบลงไปที่โต๊ะนั่ง อาการเหม่อลอยสะลึมสะลือเหมือนจะไม่ได้สติเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป แม้จะพยายามยับยั้งชั่งใจให้ถึงที่สุดแล้วก็ตามที ปกติเขาจะเป็นคนไม่ยอมดื่มแต่มาคราวนี้ผีห่าซาตานตรงใดดลจิตดลใจให้ขาหยิบมันขึ้นมาดื่มก็ไม่รู้ เขารู้สึกตัวอีกหนก็คราวมีมือใครมาสัมผัสมันบางเบา เนื้อตัวขาวสะอาดของเขากลับแดงกล่ำคล้ายตำลึงสุก ดื่มไปตั้งมากเขารู้ตัวดีว่าวันนี้ดื่มไปมากเหลือเกิน ฤทธิ์สุราออกอาการเขาก็ฟุบหลังลงไปเป็นนานสองนาน

“ตัวดื่มไปตั้งมากรู้มั้ย” เสียงคุ้นหูดังแว่ว

“ใครน่ะ” นัทพยายามมองว่าใคร

เขาจับแขน แต่คนเมาพยายามสะบัดเมื่อเห็นลางๆว่าเป็นใคร

“สนใจเขาด้วยหรือไง” เสียงนั้นดูสะบัดใส่แบบไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก

“ไม่สนจะมารับหรือไง กลับบ้านได้แล้ว” เขาแกมบังคับ

“ไม่ใช่เด็กจะมาสั่งได้ยังไงกันฮะ” นัทงอแงอาการแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนนิสัยอย่างไงก็อย่างนั้น เมื่อเขาจับแขนนัทก็ทำทีปัดป้อง พีมรู้ดีว่านัทงอแงเหมือนเด็กไม่ได้ของเล่น “เรากลับเองได้น่า” นัทพยายามลุกออกจากที่นั่ง แม้จะเดินสะเปะสะปะก็ตาม แต่ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ให้คนเมาตามใจตนเอง เขาจับแขนของนัทเอาไว้แม้จะรู้ว่านัทงอแง ฤทธิ์สุราทำให้คนเปลี่ยนไปจริงๆ

     เขาแบกร่างนัทออกมาจากร้านอาการกึ่งผับแห่งนั้นในเวลาตีหนึ่งกว่า นัทไม่ได้สติอะไรเลยตอนแรกก็ไม่ยอมออกมาทำท่าจะลุกเองกลับเองท่าเดียว ร่างของนัทถูกแบกขึ้นเอาไว้บนหลังของเขา นัทรูปร่างบอบบางใบหน้าองเขาหวานละมุน เมื่อหลับพีมแอบมองใบหน้าของนัท ตอนเด็กๆเขาจำได้วาตอนเข้าค่ายพักแรมเขาต้องนอนคู่กับนัท เจ้านัทเวลาปวดท้องกลางดึกจะต้องปลุกเขาไปเป็นเพื่อนเพราะไม่มีคนไปด้วย วันนั้นเขาจำได้ดีว่าหลังจากเข้าห้องน้ำนัทเกิดเดินไปโดนกับดักสัตว์เท้าเข้าไปติดกว่าจะช่วยกันเอาออกมาได้ใช้เวลาอยู่ตั้งนานสองนานและเขาก็ต้องแบกนัทขึ้นหลังพากับที่พัก คงไม่ต้องบอกว่าเรื่องร่าวจะเป็นอะไรหลังจากนั้นเพราะบรรดาครูอาจารย์ต่างก็วุ่นวายกันยกใหญ่

     เขาขับรถยนต์มาด้วยความเร็วปกติ นัทหลับไม่ได้สติอยู่เบาะข้างคนขับ เขาเอนเบาะลงด้านหลังเพื่อปรับให้เหมาะกับท่านอน นาฬิกาบอกเวลาดึกเท่าใดแล้ว เขาไม่ได้ไปส่งนัทกลับบ้านเกรงจะเกิดปัญหานัทไม่เคยดื่มจนเมามายขนาดนี้

รถยนต์ของเขาขับผ่านเข้ามาภายในคอนโดหรู มันทุรักทุเรมากพอกว่าที่ร่างของพีทจะแบกชายหนุ่มอีกคนขึ้นห้องพักไปได้

     เขาวางร่างของนัทลงบนโซฟา ยามหลับนัทก็ดูน่ารักไปอีกแบบ ร่างของนัทขยับพยายามจะลุกขึ้นมานั่ง นัทมองรอบๆดวงตาพร่ามัวมองเห็นแสงริบหรี่แต่ก็จดจำได้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านตนเอง พีมเดิมออกมาพร้อมผ้าเย็นผสมโคโรญจ์หอมๆยื่นมือและลูบหน้าลูบตาชายอีกคนตรงหน้าเหมือนเด็กๆ นัทหน้าแดงเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

“ค่อยยังชั่วหรือยัง” พีมเอ่ยถามเบาๆสายตาจับจ้องที่นัท

“ดีขึ้นแต่ปวดหัวตุบๆไม่หาย” นัททุบหัวซ้ายขวาเบาๆเป็นการเรียกสติของตัวเองกลับคืนมา

“เป็นอะไร ทำไมหน้าตาบูดบึ้งแบบนั้น” เขามองใบหน้าเพื่อนหนุ่มที่เคยสนิท

“ไม่ได้เป็น” นัทเบี่ยงหน้าหนี

“โกรธเราหรอ” พีมเอ่ยเขาขยับลงไปนั่งชันเข่าด้านล่างพื้น ปล่อยให้นัทนั่งบนโซฟา

“ยิ้มหน่อยน่า ทำตัวไม่น่ารักเหมือนเมื่อก่อนเลยอะ”

“เราจะไม่น่ารักเหมือนแฟนของพีมหรอก” นัทพูดออกไปด้วยอาการน้อยใจ

“ตัวพูดแบบนี้แสดงว่างอน” เหมือนพีมจะไม่สนใจแต่ลุกขึ้นมานั่งข้างๆนัทเบี่ยงตัวหันไปอีกข้างทำเป็นนางเอกเจ้าน้ำตา จริตมารยาทร้อยเล่มเกวียน

“เลิกงอนเราซะทีเถอะตัวก็รู้ว่ามันเป็นอย่างไร” พีมหน้าเศร้าลงไป เขาไม่ทันเห็นน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาจากเบ้าตา อาการแบบนี้เขาเรียกว่าอะไร บรรยากาศตอนนั้นมันบีบรัดแน่นทรวงความรู้สึกของคนสองคนซะเหลือเกิน ก็เพราะพีมจำเป็นต้องแต่งงานความจำเป็นที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ มันเหมือนความจำเป็นที่บอกออกไปไม่ได้

“ไปส่งเรากลับบ้านเถอะพีม เราไม่อยากอยู่แบบนี้กับพีมสองคน” นัทเบี่ยงหน้าปาดน้ำตาที่ไหล

“นัทยังโกรธเราอยู่ใช่มั้ย”

“เราไม่มีความจำเป็นต้องโกรธพีมหรอก พีมทำถูกต้องแล้ว”

แม้ความรักที่มีต่อเขาจะต้านทานความเป็นจริงของกฎเกณฑ์มนุษย์ไม่ได้ นัทก็พร้อมยอมรับความเป็นจริง นัทพยายามฝืนลุกขึ้น พีมดึงแขนเอาไว้

“ปล่อยเราเถอะพีม เราอยากกลับบ้าน”

“เราจะปล่อยก็ต่อเมื่อนัทบอกเราด้วยความจริงใจว่านัทไม่โกรธเรา”

     นัทหันหน้ามา จมูกแดง ตาแดง เพราะผ่านการสูญเสียน้ำตา นัทค่อยๆเบ้ปากน้ำตาพรั่งพรูลงมาจากตามันเอ่อล้นเหมือนเขื่อนแตก ไม่รู้หรอกว่าใครโผกอดใคร นัทซุกใบหน้าลงบนแผ่นอกกว้างของชายหนุ่ม น้ำตาเอ่อไหลลงบนแผ่นอก เสียงสะอื้นร่ำไห้ของนัทซึมผ่านไปในโสตประสาทของพีม ร่างสองคนกอดกัน พีมไม่รู้หรอกว่า ณ ตอนนั้นจิตใจของเขาคิดอะไร แบบไหน อย่างไรกับนัทอยู่ จะด้วยความรักแบบเพื่อน แบบคนรู้จัก หรือ แบบความเสน่หา?

“พีมไม่รักเราแล้ว พีมไม่รักเราแล้วใช่มั้ย” นัทร้องไห้ฟูมฟายเหมือนไม่ได้สติ พรั่งพรูความรู้สึกภายในใจออกมา

“จะรักตัวได้อย่างไรก็ตัวเป็นผู้ชายนี่”

นัทร้องไห้ดังกว่าเก่า แม้จะอยู่ในอ้อมกอดของเขาก็ตาม นัทผลักออกเขาถอยห่างออกไป

“ใครบอกล่ะว่าเขาชอบผู้หญิง ใครบอกว่าเขาเป็นผู้ชาย รู้ไว้มั่งซีว่าเขาไม่นอนกับผู้หญิงหรอก เขานะรักพีมรักพีม พีมได้ยินเรามั้ย”

     น้ำตาไหลพรั่งพรูความรู้สึกของตนเองออกมาจนหมดสิ้น พีทเห็นพีมยืนนิ่งไป

“พีม พีมนะรู้มั้ยว่าเรารอพีม รอเวลาตั้งแต่ห่างกันสิบปี เราไม่อยากให้พีมได้กับใคร ไม่อยากเห็นพีมมีคู่แต่งงาน เพราะเราหึง เราหวง เราไม่ชอบให้ใครยุ่งกับพีม”

     พีมตัวเย็น ชาไปทั้งตัว นัทนะสารภาพออกมา แม้เขาจะมองออกว่านัทนะไม่ได้แมนเต็มร้อย แต่ก็ไม่รู้ว่านัทจะชื่นชมและคาดหวังในตัวเขามากน้อยเท่าใด พีมนะทำตัวไม่ถูกเพราะว่าไม่คาดคิด นัทร้องไห้ฟูมฟายเหมือนเด็กๆตอนอายุสามสิบ แต่นิสัยก็ยังเป็นแบบเดิมไม่มีผิด

“ตัวก็รู้ว่าตัวนะจะอยู่เป็นคู่ชีวิตมันผิดธรรมชาติ”

“ธรรมชาติ ธรรมชาติงั้นหรอพีม” น้ำตาไม่ยอมหยุดไหล มันไหลออกมาจากความรู้สึกนึกคิดของเขาจนหมดสิ้น

“เรารักตัวนะนัท แต่เรารักแบบ....”

“เพื่อน เพื่อนใช่มั้ย”

เขาหลบตาต่ำ นัทมองตายังแดง

“ทำไมพีม ไม่รู้อะไรบ้างเลยหรอไง ว่าเราไม่ได้คิดแบบนั้น เราคิด.......” นัทเสียงสั่น ทั้งพีมและนัทมองหน้ากัน หากจะบอกว่าเวลานั้นมันช่างอึดอัดและทรมานเป็นอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่โครตอึดอัดของคนทั้งสองคน

“เราจะกลับบ้าน” นัทตัดบท

“เรากับพีมคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว” นัทสะบัดร่างของเขาเดินออกโซซัดโซเซออกไปจากห้องปล่อยให้พีมเคว้งอยู่เดียวดายตรงนั้นเพียงคนเดียว พีมปลดปล่อยความรู้สึกทุกอย่าง ดวงตาของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับนัทหรอก เพียงแต่นัทไม่ทันได้เห็นว่าเขาก็ร้องไห้ออกมาเหมือนกัน

     นัทเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง เขานั่งแท็กซี่ออกมาจากคอนโดพีมมุ่งตรงมาที่บ้านของทิม ทิมไม่ได้เมาเขาเอาตัวรอดเก่งแม้จะดื่มแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ นัทไม่ได้กลับบ้านอย่างที่บอกกับพีมเอาไว้ ทิมก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเพื่อน นี่มันผ่านกันมาสิบปีแล้วแต่นัทก็ไม่เคยที่จะลืมพีมได้เลย นัทหน้าเศร้า ทิมจึงเดินมาตบบ่าเพื่อนเบาๆแม้นัทจะหันมายิ้มแต่รอยยิ้มนั้นมันช่างเศร้านัก

“มึงเลิกเศร้าโศกเสียใจเถอะนัท”

“มึงเคยอกหักแบบกูหรือเปล่าวะ” นัทเอ่ยเสียงเรียบๆเหมือนน้ำตาจะไหลแต่ก็พยายามฝืนความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้

“เอาน่า ก็คิดซะว่าเขาไม่ใช่เนื้อคู่เรา คู่กันแล้วไม่แคล้วกันหรอก กูรู้ กูนะเพื่อนมึงแค่อ้าปากก็เห็นตับไตใส้พุงมึงแล้ว กูขอเตือนสติมึงไว้เลยนะนัทประเภทอย่างเราๆไม่มีคำว่ารักแท้กับผู้ชายหลอก”

“แต่กูรัก มึงก็รู้ไม่ใช่หรอ ตลอดเวลาสิบปีที่กูรอพีม”

“บางทีความรักมันก็ไม่ได้สมหวังอย่างในเทพนิยายหรอกนะนัท เขาถึงบอกไงล่ะว่า รักบางทีก็ต้องยอมเสียสละเพื่อให้คนที่เรารักมีความสุข”

     ทิมตบบ่าเบาๆด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนสนิทแม้จะมีคนเตือนสติแต่จิตใจตอนนี้ของนัทมันบอกไม่ถูก มันแปรปรวน อาการแบบนี้มันเหงา ว้าเหว่ไปหมด ในสมองมีแต่คำว่าพีม นัทก็รู้ทั้งรู้ว่าอีกไม่นานพีมจะต้องแต่งงาน ใครกันนะจะเป็นเจ้าสาวของพีม ผู้หญิงคนนั้นที่มาคว้าหัวใจ ตลอดจนค่อนคืนของวันนั้นนัทมิอาจะหลับตาสนิทลงได้เสียงเพรียกหาแต่เขาก้องกังวาลอยู่ร่ำไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดสิ้นพันธนาการของคำว่ารักไปเสียที

     ทิมขับรถมาส่งนัทที่บ้าน มารดาของเขาออกมาแต่ไม่ทันทิมขับกลับไปก่อน นัทสาวเท้ายาวๆขึ้นมา คนรับใช้สองคนเดินผ่านหยิบถังน้ำ ไม้กวาด ไม้ถู เดินขึ้นไปทำความสะอาดข้างบนเดินเลยผ่านมาตรงมุมนั่งเล่นน้องสาวเพิ่งแต่งตัวเสร็จลงมานั่งรอรับประทานอาหารในยามเช้า

“ไปนอนบ้านหนุ่มที่ไหนมาจ้ะพี่ชาย” แนนเอ่ยขึ้นเป็นแกมหยอกล้อ แม้ใบหน้าของพี่ชายจะดูไม่เล่นด้วย

“แกก็นะยัยแนน ชอบไปแกล้งพี่เขาอยู่เรื่อย” มารดาเดินเข้ามาพอดีเอ็ดเป็นการใหญ่

“หนูไปนอนบ้านทิมมาฮะคุณแม่” นัทหันมาทางน้องสาว แนนแม้จะอายุยี่สิบกว่าแล้วแต่ก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆ

“เดี๋ยวหนูขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะฮะคุณแม่ ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน เหม็นตัวจะแย่”

“ทานข้าวมาหรือยังลูก เดี๋ยวแม่ให้เด็กทำข้าวต้มทะเลให้”

     นัทหันมาพยักหน้า “อย่างนั้นก็ได้ฮะ” ก่อนจะเลยเดินขึ้นไปด้านบนบ้าน น้องสาวจอมจุ้นมองตามจนลับสายตาไป มารดามองมาที่บุตรสาว

“พี่นัทเขาเป็นอะไรไป”

“ยัยแนนแกก็ช่างสอดรู้นักนะ” มารดาบ่นแต่แอบยิ้มไปในความอยากรู้ของบุตรสาว

“ทะเลาะกับพี่พีมแน่ๆ” แนนพูดเบาๆมารดาหันมามองบุตรสาว

“พีม ใช่พีมเพื่อนสมัยเรียนมัธยมหรือเปล่า” มารดเอ่ยพลางนึงหน้าตาคนที่ถูกถาม

“ไม่รู้สิคะ แม่อยากรู้ก็ถามพี่นัทเอาเอง” แนนตอบหน้าตาย เธอรู้ดีว่าจะเจออะไรหลังจากพูดจบ เธอจึงรีบหยิบกระเป๋าทำงานวิ่งออกไปจากห้องนั้น มารดาหันมาค้อนยกใหญ่มองเห็นลูกสาวเดินลับตาไป

     ขวดบรรจุยาที่สาวหล่นลงพื้น เม็ดยาหลากหลายสีกระจายเกลื่อนเต็มพื้นห้องไปหมด ร่างของนัทล้มตึงลงที่พื้นเสียงดัง มันวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย หายใจไม่สะดวก คล้ายอากาศจะลดลงไป นัทตัดสินใจที่จะฆ่าตัวตาย เขาลืมคิดถึงคนข้างหลัง หน้าของพีมลอยเด่นอยู่ในห้วงอากาศ ดูเหมือนว่าจิตใจจะกระสับกระส่าย แม้ดวงตาจะริบหรี่ลงไปเรื่อยๆก็ตาม สติสัมปชัญญะทั้งหมดกำลังจะดับวูบลงไป น้ำตาไหลอาบลงและภาพทุกอย่าง ความทรงจำต่างก็ดับวูบลงไปคล้ายว่าใครมาปิดสวิตซ์ไฟจนมืดมิดเหมือนยามรัตติกาล

     ภาพต่อมา สาวใช้วิ่งกันให้วุ่นเมื่อได้ยินเสียงเหมือนอะไรล้มตึงจนน่าตกใจ ความโกลาหลวุ่นวายภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ก็พลันอึกกะทึกคึกโครม ทุกคนต่างขวัญเสียกันไปตามๆกัน

     พีมสะดุ้งตื่นมาเขาเห็นม่านในห้องปลิวไปมาเพราะไม่ได้ปิดประตูเลื่อน ภาพฝันร้ายทำให้เขาผวาตื่นขึ้นมา เขากระวนกระวายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียแล้ว นึกถึงภาพ ภาพของนัทที่กินยาฆ่าตัวตายร่างของนัทล้มลงนอนที่พื้น หายใจรวยริน ดวงตาเบิกโพลงก่อนจะค่อยๆริบหรี่ลงไป ช่างเป็นความฝันที่น่ากลัวที่สุด ภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องจริงเลย ขอให้แค่คิดไปเอง เขาพยุงกายลุกขึ้นเหนื่อยหอบ อากาศภายในร้อนเหมือนเตาอบแม้จะมีเครื่องปรับอากาศเปิดแช่อยู่ก็ตาม เอามือลูบหน้าเลยไปเสยผม จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคิดซะว่าเขาคงกังวลกับเรื่องเมื่อคืนจนมากเกินไปเลยเก็บเอามาฝันเป็นตุเป็นตะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำเอาใจสั่น ตกใจเหมือนฟ้าผ่าลงมาเขารับสาย ปลายสายกรอกเสียงมาตามสาย เขาไม่รู้ว่าเขาวางสายลงไปตอนไหนเพราะเขาจดจำคำพูดได้แค่ว่า “นัทฆ่าตัวตาย” ทำเอาเขาใจสั่นทำอะไรไม่ถูกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าขอให้พระเจ้าคุ้มครองนัท พระเจ้าคุ้มครองนัท ก่อนจะรีบไปหานัทที่โณงพยาบาล

     ตลอดระยะเวลาที่เขามาเฝ้าชายหนุ่มอีกคน เขาเฝ้าอยู่ด้านหน้าตั้งแต่ทราบข่าวจนกระทั่งมารดาและน้องสาวเขากลับไป พีมเป็นคนอาสาที่จะอยู่ดูแลจนมาสามารถเข้าเยี่ยมเขาก็นั่งกุมมือของคนตรงหน้าไม่ห่างไปไหน สายตาของเขามองคนตรงหน้า ใบหน้ารูปสวย ริมฝีปากอิ่มสวยงามสีชมพูแลดูคล้ายผู้หญิงเพียงแต่หน้างอลไปหน่อย คิ้วดกกำลังสวยงามชัดเจน พีมพึ่งสังเกตก็เมื่อตอนนัทนอนหลับสนิท เขาแอบยิ้มมุมปาก ก้มมองดูใบหน้าขาวสะอาดจนลมหายใจสูดดมหากัน เขามองหน้านัทจนพล้อยหลับไปตอนไหนไม่รู้ นัทค่อยๆลืมตาตื่น ภาพที่นัทเห็นมันขมุกขมัวแสงไฟสลัวๆในห้อง เขาเห็นพีมแบบลางๆเพราะสายตายังปรับระดับได้ไม่ดีนัก นัทพูดเบาไม่ค่อยมีเสียง

“พีม นั่นพีมหรือ”

     พีมค่อยๆเงยหน้าขึ้นเขากลับมายิ้มสดใสได้อีกครั้งหนึ่ง มือยังจับสัมผัสที่มือของคนป่วย ริมฝีปากของนัทซีดลงไปเห็นได้ชัดเจน

“ตื่นแล้วหรอ”

นัทพยักหน้า พีมดูยิ้มสดใส นัทจะขยับร่างพยุงตัวลุกแต่ไม่ไหวจนพีมต้องประคองให้นัทพิงพนักที่นอน นัททำหน้าบึ้งตึงเมินใส่ ทำเหมือนหนุ่มสาวกำลังงอนกันอยู่

“ทำไมเราไม่ตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย” นัททุบเตียงด้วยความโมโห

“พูดอย่างนี้อีกแล้ว”

“เราไม่มีสิทธิ์พูดหเรอไง”

“พูดได้ ตัวอยากจะพูดก็พูด แต่ไม่จำเป็นต้องกระแทกแดกดัน ตัวทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยรู้มั้ย”

“เราจะไปน่ารักเหมือนแฟนพีมเหรอ” นัทเบี่ยงหน้า อารมณ์ฉุนเฉียวแต่พีมไม่ได้โกรธเกรี้ยวเขาแอบยิ้มมุมปาก นัทแอบชำเลืองมอง

“พีมไม่เข้าใจเรา” น้ำเสียงอ่อนแต่น้อยใจ พีมจับมือแต่นัทสะบัดออก

“ต่อไปไม่ต้องมาเยี่ยมเราอีก เราไม่อยากเห็นหน้าพีม”

“เป็นงั้นไป” พีมไม่ได้โกรธเขาเอาแต่หัวเราะเบาๆ ทำทีมองคนตรงหน้าที่มัวแต่ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้

“เราจะไม่คิดถึงพีมอีก”

     สองคนหันมาสบตากัน น้ำตาเจ้ากรรมไหลเอ่อล้นขอบตานัท นัทอ่อนแอทั้งกายและใจเกินกว่าจะรับมือไหวต้องมาพบคนที่รักแต่ครอบครองไม่ได้ พีมหุบยิ้มลงไปเขาก็อ่อนแอทั้งกายและใจเช่นกันแม้ความรู้สึกมันเกิดกว่า....?ใดไปแล้ว นัทปาดน้ำตา มือของพีมจับมือนัท

“นัทฟังเรานะ” พีมพยายามพูดแม้น้ำเสียงภายในลำคอจะแหบพร่า

“เราขอบคุณที่นัทรักเรา แต่ความรักของเราสองคนมันเป็นไปไม่ได้ เราชอบนัทก็จริงแต่เราชอบในฐานะเพื่อนเท่านั้น ไอ้ความรักของเกย์ของกลุ่มนัทมันไม่จีรังยั่งยืน ซักวันยังไงก็ต้องเลิกกัน เราบอกจริงๆว่าเราไม่ได้เป็นเกย์แบบที่นัทต้องการ ยังไงเราก็ต้องมีเมียมีลูกตามธรรมชาติของคนทั่วไป นัท นัทต้องเข้าใจเรานะ”

นัทปาดน้ำตาที่นองหน้า

“พีมไม่เข้าใจเราหรอก ไม่เข้าใจเลย”

“ตัวก็ไม่เข้าใจเราเช่นกัน”

สองคนหันมาสบตาแววตาปวดร้าวด้วยกันทั้งคู่

“เราอยากรู้นักว่าผู้หญิงคนนั้นเอาใจพีมได้เท่าเรามั้ย”

“แต่ตัวไม่ใช่ผู้หญิง”

“แล้วผู้หญิงของพีมเอาใจพีมได้เท่าเราหรอ” นัทเสียงเข้มแม้จะเจ็บกายแต่ใจเจ็บยิ่งกว่า

“ตัวก็เป็นซะอย่างนี้ กระทบกระเทียบแดกดันทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวคิดว่าไม่ดีพอสำหรับตัว”

“เราเป็นตัวของตัวเราเป็นแบบนี้ พีมรู้ไม่ว่าพีมเปลี่ยนไป พีมทำเขาท้องหรอ”

พีมนิ่วหน้า ไม่กล้าตอบ

“ถ้าเรายอมรับตัวจะว่าอย่างไร”

“เหอะ” นัทยิ้มเยาะ “เราจะไปว่าได้อย่างไร ในเมื่อคนมันจะรักจะชอบกันยังไงซักวันมันก็ต้องผสมพันธ์กันอยู่ดี ความใคร่มันห้ามกันได้เหรอ คนมันอยาก มันคัน ต่อให้ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลายมันก็ต้องได้” นัทเหยียดคำพูดเจ็บแสบ

“เราว่าตัวพูดอะไรไม่รู้เรื่องแล้วนะ” พีมบีบมือนัทเบาๆเขารู้ว่านัทคงเจ็บปวด ยิ่งเขาพยายามเยงก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมบาดแผลในส่วนลึกของจิตใจ

“ดื่มน้ำก่อนมั้ย จะได้ใจเย็นๆ ไม่สบายตื่นขึ้นมาก็แวดๆใส่เรา” พีมแอบขำชำเลืองมองคนป่วยที่หน้าบึ้ง

“มันธุระของพีมหรือไงถึงมาใส่ใจคนแบบเรา” นัทบึ้งตึง พยายามไม่มองหน้าชายหนุ่ม สองคนเงียบ ความเงียบภายในห้องปกคลุมเข้ามา

“ไม่ใช่ธุระ แต่เราอยากทำ” แววตาของพีมจ้องมองนัทตลอดเวลา เขาแอบเศร้า มันเจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งก็รู้ตัวตนของอีกคน อีกฝ่ายรักมากเท่าใดแต่ก็ไม่สามารถครอบครองได้ ความรู้สึกแบบนี้โคตรเจ็บปวด ยิ่งกว่าโดนมีดแทงขั้วหัวใจอีก

“กลับไปเถอะ ปล่อยให้เราอยู่คนเดียวเถอะพีม” นัทเสียงแหบรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตุบๆ นัทจับที่กระหม่อมมันเหมือนจะแตก ร่างของนัทดีดดิ้นบนเตียงนอน ความเครียดทำร้ายคนมานักต่อนักแล้ว หัวเหมือนจะระเบิดออกมา ชายหนุ่มจับมือบีบแน่นประสานความห่วงใย แม้นัทจะคลายมือเขาออกพยายามไม่มอง ไม่คิดถึง

“จะมาดูแลเราทำไม ไล่แล้วไม่ไปอีก” แม้จะเจ็บปวดจากอาการปวดหัวแต่ก็ยังบ่น

“เราจะกลับได้ยังไงตัวยังไม่หายดี” พีมเอามือหนานุ่มมาสัมผัสกระหม่อนนัท นัทน้ำตาเอ่อไหล มือที่แสนนุ่มของชายหนุ่ม นานเท่าใดแล้วที่ความเหินห่างทำร้ายความรู้สึกไปจากเดิม นัทหลับตาลงช้าๆข้างกายยังมีพีมอยู่ข้างๆพีมบีบมือเบาๆประสานสัมผัส นัทหลับตา พีมค่อยๆก้มหน้าลงมาจุมพิตลงบนหน้าผากขาวเนียนหวังให้อาการปวดหัวทุเราเบาบางลงไป พีมยังคงเฝ้าดูอาการตลอดที่นัทหลับสนิทในค่ำนั้น

     ตลอดจนอาการของนัทดีขึ้น ดูเหมือนว่าทั้งสองคนถูกตัดขาดกันอย่างสิ้นเชิง นัทดูเหินห่างแม้แต่พีมเองก็เหอะ ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เกิดขึ้นภายในจิตใจช่างยากจะคาดเดา ความรักอันบริสุทธิ์ของคนสองคนจากวันผันผ่านเป็นเดือน การ์ดเชิญงานแต่งงานถูกเชิญบรรดาแขกผู้มีเกียรติมากมาย ข่าวว่าเจ้าสาวคนนั้นเป็นถึงลูกอธิบดีกรมอะไรซักอย่าง พีมไม่ได้หันมาสนใจกับความห่างเหินของนัทมากนัก อาจจะเป็นเพราะหน้าที่การงานและหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา หนึ่งเดือนที่ไม่ได้พูดคุยกับนัทแม้จะพยายามแต่ดูเหมือนยิ่งเข้าใกล้นัทเองจะเป็นฝ่ายหลบหน้าหลบตา โทรไปก็เลี่ยง ไปหาก็ไม่อยู่ ถึงแม้ความรักอันบริสุทธิ์ของเขากับนัทจะจบลง ไม่ได้เป็นแบบนิยายที่ต้องจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งก็ตาม แต่สายสัมพันธ์ของเขากับนัทมิวันลืมเลือนไปได้

     นานเท่าใดแล้วที่นัทนั่งมองรูปภาพในอัลบั้มที่เก็บเอาไว้ สิบกว่าปีก่อนที่เริ่มรู้จัก จากเพื่อนก็กลายสถานะเป็นแอบชอบคนสนิทด้วยกัน นัทดูอ่อนหวาน ผิวขาว สะอาดยิ่งกว่าผู้หญิง เป็นเพราะการเอาใจใส่ของมารดา การอบรมเลี้ยงดูทำให้นัทอ้อนแอ้นไปทางสตรีมากกว่าบุรุษ แม้จะถูกบังคับให้เรียนโรงเรียนชายล้วนก็ตาม ภาพเก่าๆมันจะเล่าเรื่องต่างๆได้ดีเสมอ นัทแอบยิ้มเมื่อภาพตอนไปเข้าค่ายฉายในมโนความคิด นัทโดนกับดักสัตว์ที่ขาเดินไม่ไหว พีมเป็นคนแบกนัทกลับมาจากห้องน้ำถึงแคมป์ที่พักทุรักทุเรพอสมควร รอยยิ้มพิมใจเกิดขึ้นมาบนใบหน้าของนัท ถึงแม้การ์ดเชิญใบนั้นยังคงอยู่บนโต๊ะทำงานก็ตามที

“ลูกตัดสินใจแล้วหรือที่จะไปเรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศ” มารดาเอ่ยถามเมื่อนัทนั่งลง ทุกคนอยู่พร้อมหน้าที่โต๊ะอาหาร สาวใช้ยกข้าวต้มทรงเครื่องมาวางให้เจ้านายทั้งสามคน เขาพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบ

“ไม่ได้อกหักจากใครมานะคะพี่ชาย” แนนพูดแกมหยอก มารดาหันมาดุแถมหยิกแขนเบาๆ

“พูดมากน่ายัยแนน” เขาผลักหัวน้องสาว

“หนูตัดสินใจแล้วฮะคุณแม่ มีลู่ทางทำงานไปเรียนไป ไม่อยากเสียโอกาส”

     ทั้งๆที่รู้ว่าความจริงคืออะไรแต่นัทเองก็ฝืนความจริง นัทไม่อยากจากบ้านไปไกล กว่าสิบปีที่ไปเรียนปริญญาตรีและโทพร้อมทำงานใช้ทุนที่สถาบันต่างประเทศ เขาเฝ้าหวังเสมอในการกลับมาเมืองไทย กลับมาอยู่กับครอบครัว แต่ทุกอย่างเรื่องทุกอย่างกลับไปเป็นอย่างที่คิด ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน นี่แหละคือสัจธรรมของชีวิต

“แล้วบอกเพื่อเราหรือยังตานัท ทิม เต้ย พีม คมสัน หรือหมออร”

มารดาร่ายยาวรายชื่อเพื่อน เขาพยักหน้า

“เกริ่นๆบอกทุกคนแล้วฮะ เว้นก็แต่...?” เขาหยุดพูด มารดาหันมองหน้า

“มะรืนจะไปงานแต่งงานลูกท่านอธิบดีกับแม่หรือเปล่า”

     เขาก้มหน้า เขี่ยอาหารในถ้วยเล่นแบบเด็กๆ คุณแม่คงยังไม่ทราบว่าพีมนั้นแหละเป็นเจ้าบ่าวที่จะแต่งงานกับลูกท่านอธิบดี ทั้งสองจะเกี่ยวดองผูกสัมพันธ์เป็นเครือญาติกันและกัน

“เขาว่าท้องก่อนแต่งนะคะคุณแม่”

“เหลวไหลน่า เอาอะไรมาพูดยัยแนน”

“แหมข่าวออกจะดัง”

“อย่าไปพูดให้ใครได้ยินอีกนะ เขาจะหาว่าแม่ไม่อบรมสั่งสอน”

     นัทไม่ได้สนใจฟังคุณแม่กับน้องสาวคุยกันบนโต๊ะอาหารเพราะความรู้สึกตอนนี้ของเขามันล่องลอยไปไกลโพ้นตั้งแต่แนนพูดขึ้น

     บรรยากาศภายในงานแต่งงานหรูหรา สมฐานะของบ่าวสาว ภาพพรีเวดดิ้งของคู่บ่าวสาวเด่นหราบนจอภาพขนาดใหญ่ ห้องโรงแรมถูกจองให้แขกผู้มีเกียรติหลายๆท่านเดินทางมาร่วมงานมงคลสมรสในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในยามค่ำของวันเดียวกัน ช่วงเช้าจะเป็นพิธีแบบไทย เชิญพระสงค์สวดให้พร รดน้ำและอวยพรบ่าวสาว ก็เพราเป็นงานของคนใหญ่คนโต ลูกท่านอธิบดีทั้งคนจะแต่งงานแบบกระจอกงอกง่อยเป็นซะไม่มี

     คุณแม่และเขาถูกเชิญมาร่วมงานกันในตอนค่ำ แม้จะไม่อยากมาแต่ก็เสียไม่ได้ เป็นเวลาเดือนกว่าที่รู้ข่าวนัทก็ไม่ได้พบกับพีมอีกเลย ต่างคนต่างก็หมางเมินใส่กันและกัน ต่างคนต่างก็มีทิฐิซึ่งกันและกัน เวลาจะช่วยเยียวยาจิตใจของเขาได้ นัทเชื่อแบบนั้นว่าเวลาจะเยียวยาความรู้สึกนึกคิดของเขาได้ บรรยากาศแขกเริ่มทยอยกันมามากขึ้น งานแต่งงานของบ่าวสาวที่หลายคนบอกว่าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ทั้งเจ้าสาวก็สวย เจ้าบ่าวก็หล่อ แต่ก็หนีไม่พ้นคำนินทาเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่พอเข้าหูชาวบ้านแล้วก็ตกเป็นขี้ปากไม่ได้

     แขกมากหน้าหลายตามีทั้งที่เขารู้จักและก็ไม่รู้จัก มองรอบๆงานสีขาวสะอาด ภาพเจ้าบ่าวเจ้าสาวเคียงคู่กันในความฝันของใครหลายๆคนต่างก็อยากสวมชุดเจ้าสาวยินเคียงข้างเจ้าบ่าย มันอาจจะเป็นความฝันของใครหลายๆคนรวมถึงนัทด้วยเช่นกัน เพราะการแต่งงานเป็นจุดจบของเทพนิยาย จะมีใครไหนล่ะที่ไม่อยากสวมชุดเจ้าสาวไปยืนเด่นตัดเค้กที่ตระหง่านตรงหน้า จะมีใครหลายคนชื่นชมโสมนัส แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความฝันสีจางๆที่ลบเลือนหายไป

     ทิมก้าวเท้าไวกว่าความคิดเมื่อเห็นนัทยืนเหม่อ มารดาของนัทไปคุยกับเพื่อนร่วมสมาคมเดียวกันปล่อยให้นัทยืนเพียงลำพังคนเดียว มือของทิมสัมผัสไหล่นัท

“คุณแม่ไม่มาด้วยหรอ”

ผู้ถูกถามไม่ได้ตอบเพียงแต่หันมองไปตรงที่มารดายืนคุยอยู่

“ทำใจได้แล้วหรือไง”

     มันเหมือนใครเอาไม้มาฟาด แม้จะเป็นการทำให้ความรู้สึกต่างๆพรั่งพรูเข้ามา แม้จะอยากร้องไห้เท่าใดแต่ก็พยายามฝืนใจไม่ให้ร้องไห้

“ก็มาร่วมยินดีกับเพื่อนคนหนึ่ง...เท่านั้น..เอง” สีหน้าของเขาสลดลง

“ได้เจอหรือยัง” ผู้ถามอยากรู้

นัทส่ายหน้าใบหน้าเศร้าใจ ทิมพยักหน้ารับรู้ความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี

ฝีเท้าของเขาชายหนุ่มก้าวเดินมาช้าๆ “นัท” เขาเรียกเบาๆเสียงคุ้นหูแว่นเข้ามา นัทหันไป

“พีม” นัทพึมพำเบาๆ

     เขาก้าวเข้ามาประชิด ใบหน้ายิ้มดีใจที่ได้เจอนัทอีกครั้ง “คิดว่าจะไม่มาซะแล้ว” เขายิ้มกว้างเข้ามาประชิดสัมผัสที่มือเบาๆ นัทถอยห่างรักษาระยะความเป็นไป พีมรู้สึกได้ถึงความห่างเหินและระยะทางของความรู้สึก สองคนประสานสายตาของกันและกันแม้ในดวงตาคู่นั้นของคนทั้งคู่จะฉายแววแตกร้าว มันก็เหมือนแก้วน้ำที่แตกแล้วก็ยากจะผสาน ด้วยความห่างเหิน พีมใบหน้าเศร้ารับรู้ได้ถึงความเจ็บ แปลก?แปลกที่นัททำให้หัวใจของเขาชอกช้ำได้ ทำให้เหมือนดวงใจสลาย มันเป็นความผูกพันที่ยากจะอธิบาย ทิมเดินไปที่อื่น เขารู้ตัวว่าในสถานการณ์แบบนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่ ณ จุดจุดนั้นต้องเดินออกมา

“เราดีใจกับพีมด้วยนะ” นัทปรับน้ำเสียงให้ปกติแต่ก็ดูออกว่ามันเป็นการฝืนความรู้สึกที่ขมขื่น แต่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ต้องทำให้เหมือนปกติที่สุด

“ขอเวลาเราหน่อยได้มั้ย เราอยากคุยกับนัท” ไม่มีเสียงตอบอะไรกลับมา มีแต่ความเงียบ ทั้งสองจ้องหน้ากันเป็นคำตอบ

     แสงเทียนรอบงานแต่งงานสร้างบรรยากาศโรแมนติก เคล้ากับเพลงที่บรรเลง สามลมหนาวพัดมากระทบให้ใจหวิวๆ แอร์คอดิชั้นปรับอุณหภูมิหนาวกว่าภายในงาน ทั้งสองมาคุยกันที่ที่คนไม่พลุกพล่าน มันก็ยากนะยากที่จะทำใจให้ความรู้สึกแบบเดินหวนกลับมา มันก็จริงอย่างที่พีมบอก เขาบอกว่าเขาไม่ใช่แบบนั้น แบบที่ฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ความงานอันปรุงแต่งจากสิ่งอื่นที่ธรรมชาติมิได้สร้างมานั้น มันไม่จีรังยั่งยืนนักหรอก สองคนยืนหันหน้าเข้าหากัน แม้ในใจจะปวดร้าวแต่ก็ต้องฝืนความรู้สึกเหล่านั้นเอาไว้

“ไปคราวนี้นัทตั้งใจจะไปนานมั้ย” เขาถามเพราะรู้ข่าวว่านัทจะไปเรียนปริญญาเอกที่ต่างประเทศแม้จะเพิ่งกลับมาก็ตาม

“ก็คงหลายปี ถ้าจบไวก็คงทำงานที่นั้น ท่องเที่ยวที่นั่นตามประสาของเรานั้นแหระ”

“เราคงคิดถึงนัทแย่เชียว” เขาหัวเราะในลำคอแบบกลบเกลื่อน แม้จะสัมผัสได้ถึงความขมขื่นในแววตา เขากำลังจะสูญเสียอะไรบางอย่างไป มันรู้สึกได้ว่าสิ่งนั้นกำลังหลุดลอยออกไปในอากาศและมันอาจจะไม่มีวันกลับมาหาเขาอีกแล้ว มันยากที่พีมจะเข้าใจความรู้สึกที่ผูกพันกันมานานแสนนาน เขาจดจำความสัมพันธ์แนบแน่นในครั้งก่อนได้เป็นอย่างดี ความเผลอไผลของเขาในตอนนั้น ทั้งสองจึงแนบชิดท่ามกลางวัยบริสุทธิ์ มันเหมือนปุยนุ่นบางเบาสีขาว เขากอดรัดแนบทรวงแบบบางเบา ทุกอณูสัมผัสที่เขามอบให้กับอีกคนมันเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูด กลิ่นลมหายใจของสองคนประสานเหมือนคนคนเดียวกัน บทรักที่นุ่มนวลของคนทั้งสอง ลิ้มรสของกันและกันซ่าบซ่าไปทั้งอณูรูขุมขน บทสุดท้ายจบลงด้วยการกอดก่ายแนบชิด นานเท่าใดความรู้สึกก็ไม่เปลี่ยนไป นั่นเป็นครั้งแรก ครั้งเดียวของคนทั้งคู่ที่ยอมมอบใจ กายให้กันและกัน

     ทั้งสองตกอยู่ในภวังค์ ภายใต้ความเย็นชา ทำไมอากาศมันหนาวกว่าที่คาดคิดเอาไว้นะ ทั้งสองประสานสายตาต่างคนต่างคิดย้อนความผูกพันครั้งก่อน ครั้งแรกรักในวัยบริสุทธิ์

“เราขอโทษ” พีมน้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงสั่นๆของเขา น้ำเสียงแหบพร่า นัทไม่รู้ว่ามือของนัทไปสัมผัสหน้าของพีมตอนไหน รู้เพียงแต่ว่าหัวใจมันสั่น เหมือนใจจะขาดตรงหน้า

“พีม” พีมก็ไม่ต่างกันเพราะทั้งคู่ร้องไห้

“พีม ตอนนี้พีมแต่งงานแล้วนะ” แม้จะรู้ตัวแต่ก็รักษาระยะห่างเอาไว้

เขาปาดน้ำตา เห็นตาแดงๆ เม้มริมฝีปากเอาไว้ อดกลั้นถึงที่สุด

“น้ำตาไหลอีกแล้ว เดี๋ยวไม่สวยนะ” พีมเอื้อมมือมาแตะสัมผัสที่แก้มนัทเบาๆ ปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มออกไป พีมยิ้มกว้างทั้งๆที่พึ่งผ่านการร้องไห้มา หารู้ไม่ว่าตอนนี้หัวใจของพีมก็แทบแตกสลาย เขาแกล้งยิ้มทั้งๆที่ตัวเองก็ทุกข์ นัทจ้องหน้าชายอันเป็นที่รัก สองตาชนกันใจหายวาบเมื่อมือมาสัมผัมที่แก้มทั้งสองข้าง

“พีมรักเราไหม” นับเอ่ยเบาๆ เขาเอียงหน้ามากระชับจูบลงบนริมฝีปากเป็นการตอบ เสียงดนตรีวาบหวามบรรเลงในงานดังแว่วมาจนฟังถนัดชัดเข้ากับบรรยากาศ รสนี้มันคุ้นชิน เสียงลมหายใจผสานคล้ายจะเป็นคนคนเดียวกันก่อนที่จะผละออกจากกัน

“รักซิ เรารักนัท” เขาตอบแม้จะรู้สึกถึงความผิดพลาดของตัวเองที่ถลำเลยจนเกิดปัญหาบานปลายจนถึงขั้นลั่นระฆังวิวาห์ เขาเห็นนัทร้องไห้ เขาเองเขาก็ฝืนที่จะไม่ร้องไห้ ทำเป็นยิ้มแต่ก็เจ็บข้างใน

“อย่าร้องซิ ร้องเหมือนเด็กเลยนะ” เขาเข้ามาปาดน้ำตาออกอีกครั้ง

“ยังไม่บอกเราเลยจะไปวันไหน”

“พีม พีมรู้ไหมว่าเราไม่อยากจากพีมไปเลย เรากลัวว่าไปครั้งนี้จะไม่ได้เจอกันอีก”

“ตัวอย่าร้องไห้สิ เดี๋ยวไม่สวยน้า”

“ช่างมันเถอะ” นัทแอบขำเบาๆ

“ยังไม่ตอบเราเลย จะไปวันไหน”

นัทปาดน้ำตา พยายามเข้มแข็งพูดปกติ “เดือนหน้า”

“เราไปส่งได้ไหม”

นัทยิ้มกว้างแม้จะรู้สึกถึงความเจ็บปวด “โถ่! ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็พีมเพื่อนเรานี่”

แม้คำว่าเพื่อนจะดูอึดอัดอย่างไรชอบกลก็ตาม

“เข้าไปในงานเถอะพีม เดี๋ยวเจ้าสาวตามหานะ” นัทมองเข้าไปทางประตูงาน พีมฉวยมือของนัทมาจับ สองคนจ้องหน้ากันและกัน เขาอยากให้เวลามันหยุด หยุด ณ ที่นี้ ไม่อยากให้มันล่วงเลยผ่านไปเลย ใจดวงน้อยของเขากำลังจะแตกสลายไป เหมือนแก้วที่ลอยหายไปในห่วงอากาศ เขาไม่คว้ามันเอาไว้ทันที่ตัวของเขาเองมีโอกาส

“เราอยากปรับความเข้าใจก่อนที่ตัวเองจะเดินทาง เรากลัวว่าเดี๋ยวเราจะไม่เจอกันแล้ว แล้วตัวจะไม่เข้าใจเราที่เราต้องแต่งงาน”

“เข้าใจสิ เราเข้าใจพีมเสมอ” นัทยิ้ม เอื้อมมือสัมผัสมือของเขาที่แตะอยู่ที่มีมือนัทกระชับแนบแน่น มันขยายแผ่ซ่านไปทั้งกาย

“ขอบคุณนะ ขอบคุณตัวจริงๆที่พยายามเข้าใจเรา” เขายิ้มในรอยคราบน้ำตา

“เราขอให้พีมมีความสุขนะ” แม้จะรู้ถึงความเจ็บปวดของกันและกันก็ตาม แต่ทั้งสองคนก็ยิ้มให้กัน

“เราจะไม่มีวันลืมตัวเลย นัทจะเป็น....คนสุดท้ายของเราไปตลอดชีวิตนี้” เขากระชับมือน เบาๆ

     พีมมองเห็นใบหน้าของนัทตอนเด็กแทรกซ้อนเข้ามา นัทก็มองเห็นใบหน้าแทรกซ้อนของพีมตอนเด็กเข้ามา ความรักที่ไม่รู้เกิดขึ้นตอนไหน มันหล่อหลอมดวงใจของนิยายรักฝืนกฎธรรมชาติ ทั้งสองฉีกยิ้มให้กันและกันแม้จะเป็นเวลาสั้นๆก็ตา

นัทเดินถอยห่างออกมา หันหลังเดินกลับเข้ามาในงาน มองขึ้นไปบนเวทีเจ้าบ่าวเจ้าสาวยืนหอมแก้วกันบนเวทีมีประธานในพิธีกล่าวอะไรบางอย่างเป็นการอวยพร นัทหันกลับเดินออกจากงานด้วยใบหน้าเรียบเฉยปกติไม่ได้ยินดียินร้ายใดๆ ในใจเพียงแต่คิดว่า “เราสองคนจากกันนานแล้วพีมแม้จะได้เห็นหน้ากันบ่อยๆก็เถอะ”

จบ

25/ต.ค./61 เวลา 11.06 น.

บทความอัพเดทล่าสุด

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

ผมกับเขาเรากับนาย

  • บันทึก